โรคตุ่มน้ำพอง หรือ โรคเพมฟิกอยด์ ที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน 

โรคตุ่มน้ำพอง

โรคตุ่มน้ำพองหรือโรคเพมฟิกอยด์ที่เกิดจากภูมิคุ้มกัน เป็นหนึ่งในโรคผิวหนังที่มีลักษณะเป็นตุ่มพองน้ำ โดยเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำลายโครงสร้างที่ทำหน้าที่ยึดเซลล์ผิวหนัง ทำให้เกิดการหลุดออกของเซลล์ผิวหนังและเกิดตุ่มน้ำพองและแผลถลอกได้ สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคนี้สามารถมีได้จากพันธุกรรม การติดเชื้อ การแพ้ยาและสารเคมี หรือจากภูมิต้านทานที่มีหน้าที่คอยต่อสู้กับเชื้อโรค เช่นโรคเพมฟิกัสและโรคเพมฟิกอยด์ โรคนี้มักเป็นโรคผิวหนังเรื้อรังที่พบได้ไม่บ่อยมาก และอาจทำให้ผู้ป่วยเจ็บป่วยได้ตลอดเวลาในระยะเวลาหนึ่ง การรักษาโรคตุ่มน้ำพองนั้นมักจะใช้การรักษาอาการ ลดการเจ็บป่วย และควบคุมอาการของโรคให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล

สาเหตุที่แท้จริงของโรคตุ่มน้ำพอง

โรคตุ่มน้ำพองเกิดจากการบกพร่องในระบบภูมิคุ้มกันซึ่งทำให้เกิดการทำลายระบบหรือโครงสร้างที่ทำหน้าที่ยึดติดเซลล์ผิวหนังไว้ด้วยกัน ทำให้เซลล์ผิวหนังหลุดออกจากกันและกลายเป็นตุ่มน้ำหรือแผลถลอก ส่วนใหญ่แล้วไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดได้อย่างชัดเจน แต่อาจเกิดจากสถานการณ์ต่าง ๆ ที่มีความเสี่ยง เช่น สารเคมีหรือการติดเชื้อจากสิ่งแวดล้อมภายนอก

โรคตุ่มน้ำพองอาการ

โรคตุ่มน้ำพองอาการเป็นอย่างไร

โรคตุ่มน้ำพองมีอาการหลายประการซึ่งอาจพบได้ตามความรุนแรงของโรคและพื้นที่ที่เป็นจุดเริ่มต้นของอาการดังนี้

  1. ตุ่มพองที่ผิวหนังหรือบริเวณเยื่อบุต่าง ๆ ซึ่งอาจมีขนาดแตกต่างกัน
  2. แผลถลอกหรือสะเก็ดหลุดออกเมื่อตุ่มพองแตก
  3. อาการเจ็บปวดที่เฉพาะจุดหรือระยะที่เป็นโรค
  4. แผลถลอกที่มีลักษณะเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
  5. การมีแผลถลอกในช่องปากหรือบริเวณเยื่อบุอื่น ๆ เช่น ทางเดินหายใจ หรือเยื่อบุช่องคลอดและอวัยวะเพศ
  6. การมีแผลถลอกที่ผิวหนังหรือเยื่อบุที่หายช้าและมักทิ้งรอยดำบนผิวหนังในช่วงแรก
  7. การมีแผลที่เยื่อบุในปากทำให้กลืนอาหารลำบาก และทำให้เสียงแหบ
  8. การมีแผลถลอกที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนที่ผิวหนัง โดยมักมีลักษณะเป็นหนองและมีกลิ่นเหม็น
  9. การมีไข้และอาการทางระบบอื่น ๆ หากเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือด

โรคตุ่มน้ำพองมักพบบ่อยที่ศีรษะ หน้าอก หน้าท้อง และบริเวณที่ผิวหนังเสียดสี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในผู้ป่วยที่มีอายุระหว่าง 50-60 ปีโดยเฉพาะผู้ที่มีความผิดปกติที่ชั้นผิวหนังกำพร้าในผิวหนังชั้นตื้นและอาจกินบริเวณกว้างไปจนถึงช่องปากและเยื่อบุอื่น ๆ ในร่างกายอาจจะบดบังไฝเสน่ห์ได้

การดูแลโรคตุ่มน้ำพอง ทำได้อย่างไร

การดูแลโรคตุ่มน้ำพองเพื่อสุขภาพที่ดีและการฟื้นฟูสภาพหลังจากเป็นโรคนั้นสำคัญมาก ดังนั้น นี่คือบางข้อแนะนำในการดูแลโรคตุ่มน้ำพอง

  1. พบแพทย์เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์โดยไม่ควรหยุดยาหรือปรับลดยาเอง
  2. ทำความสะอาดร่างกายอย่างสม่ำเสมอโดยใช้น้ำเกลือเพื่อทำความสะอาดแผล และไม่ควรแกะเกาผื่นแผล หลีกเลี่ยงการใช้ยาพ่นหรือพอกยาที่อาจทำให้ติดเชื้อได้ง่าย
  3. หลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยที่เป็นโรคติดเชื้อ และหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด
  4. หลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้ระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น เสื้อผ้าที่รัดแน่น และความร้อน
  5. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และรับประทานอาหารที่สุกสะอาดและอ่อนย่อยง่าย หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ และไม่ใส่เสื้อผ้ารัดแน่น
  6. ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยากดภูมิต้านทาน เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น เช่น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง
  7. หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ในช่วงที่โรคยังไม่สงบ เนื่องจากยาที่ใช้ควบคุมโรคอาจมีผลต่อทารกในครรภ์
  8. ผู้ป่วยที่มีแผลในปากควรงดรับประทานอาหารรสจัด และอาหารที่แข็ง เช่น ถั่ว และผลไม้ที่มีเมล็ด
  9. หลีกเลี่ยงแสงแดดและความเครียดซึ่งเป็นปัจจัยกระตุ้นที่สำคัญสำหรับการทำให้โรคตุ่มน้ำพองกลับมาเป็นเหมือนเดิม

การรักษาโรคตุ่มน้ำพอง

การรักษาโรคตุ่มน้ำพอง มีวิธีการอย่างไร

การรักษาโรคตุ่มน้ำพองจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค วิธีการรักษาสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภทดังนี้

  1. การรักษาแผล : ผู้ป่วยที่มีอาการมากควรรักษาแผลในโรงพยาบาลเพื่อให้ได้การดูแลที่ถูกต้องและเฝ้าระวังการติดเชื้อในแผล การทำแผลควรถูกวิธีและรักษาด้วยเซลล์สร้างแผลที่เหมาะสม
  2. การรักษาโดยยา : การใช้ยามักจะใช้ในระยะแรกเพื่อควบคุมอาการโรค โดยจะใช้ในขนาดสูง และจะปรับลดขนาดยาลงเมื่อสถานะของโรคดีขึ้น ผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาต่อเนื่องในระยะยาวเพื่อควบคุมโรคให้สงบ
  3. การรักษาโดยยากดภูมิต้านทาน : ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงอาจได้รับยากดภูมิต้านทานเพิ่มเติมเพื่อควบคุมอาการโรค
  4. การดูแลสุขภาพทั่วไป : ผู้ป่วยควรรักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง เช่น เสื้อผ้าที่รัด ความร้อน นอกจากนี้ ผู้ป่วยควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่สุกสะอาดและอ่อนย่อยง่ายเช่นเฉาก๊วย และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก ๆ
  5. การรักษาอาการระยะยาว : หากโรคมีอาการรุนแรง ควรรับการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอและได้รับการรักษาควบคู่กันไป โดยเฉพาะในกรณีที่มีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง

การรักษาโรคตุ่มน้ำพองจึงเป็นการผสมผสานระหว่างการรักษาแผลอย่างถูกต้อง การใช้ยาเพื่อควบคุมโรค และการดูแลสุขภาพทั่วไปเพื่อป้องกันการเกิดอาการรุนแรงอีกครั้งในอนาคต

สรุป

โรคตุ่มน้ำพองเป็นโรคผิวหนังที่อาจทำให้ผิวหนังเกิดตุ่มพองและแผลถลอกขึ้น ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้

  • สาเหตุในการเกิดโรคไม่ได้เกิดจากการออกกำลังกาย การทานอาหาร หรือพันธุกรรมใด ๆ โรคตุ่มน้ำพองเกิดจากการบกพร่องในระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • โรคตุ่มน้ำพองไม่สามารถติดต่อได้ ไม่ใช่โรคที่สามารถแพร่เชื้อผ่านการสัมผัสหรือการถ่ายเทอากาศ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องกังวลหรือกลัวผู้ป่วย
  • โรคนี้สามารถรักษาได้ และมีวิธีรักษาหลายวิธีที่มีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามการรักษาจำเป็นต้องใช้เวลาตามความรุนแรงของโรค
  • การตั้งครรภ์ในขณะเป็นโรคตุ่มน้ำพองไม่แนะนำ เนื่องจากยาที่ใช้รักษาอาจมีผลต่อลูกน้อยในครรภ์ได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจในเรื่องนี้

การเข้าใจเรื่องจริงของโรคตุ่มน้ำพองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สาธารณชนสามารถรับมือและป้องกันโรคได้อย่างเหมาะสมโดยไม่ต้องมีความกังวลหรือความเข้าใจผิด ๆ